|
ประวัติความเป็นมาของสุนัขชิสุ

Shih Tzu เป็นสุนัขพันธุ์เล็กมีขนสวยงามน่ารัก คนที่มีโอกาสได้สัมผัสสุนัขพันธุ์นี้มักอดใจหามาเป็นสมบัติของตัวเองไม่ได้แม้ในประเทศที่มีเนื้อที่สร้างบ้านจำกัด
ชิสุก็มีโอกาสเข้าไปเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของครอบครัวเสมอ ตามคอนโด หรือ อพาร์ตเม้นท์ก็ไม่เว้น ในบ้านเราเองชิสุเป็นสุนัขพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ในปัจจุบัน
และเป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่มีผู้ส่งเข้าประกวดมากที่สุด ในสุนัขกลุ่มทอย
บรรพบุรุษของชิสุค่อนข้างจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นักแต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าชิสุมีต้นกำเนิดจากทิเบต เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ของชาวทิเบตถือว่าสิงห์โตเป็นสัตว์
ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา พระชาวทิเบต (Lama) จึงได้ผสมสุนัขพันธุ์เล็กขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิงห์โต (Lion Dog) ชิสุ (ซึ่งแปลว่าสิงโต) จึงได้
ชื่อว่าเป็นสุนัขที่เก่าแก่และตัวเล็กที่สุดในบรรดาสุนัขศักดิ์สิทธิ์ (Holy Dog) และมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ ของชาวทิเบต
สำหรับประเทศจีนตามประวัติศาสตร์อันยาวนานและรุ่งโรจน์นั้น การเพาะพันธุ์สุนัขสิงห์โต (Lion Dog) ที่มีขนาดเล็ก เป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของชาวราชสำนัก
โดยเฉพาะพระนางชูสีไทเฮา ก่อนปี ค.ศ.624 มีหลักฐานยืนยันว่าสุนัขขนาดเล็กถูกส่งจากประเทศมอลต้า ตุรกี กรีซ และเปอร์เซีย เพื่อเป็นของขวัญให้กับจักพรรดิจีน
และสุนัขสิงห์โต (Lion Dog) จากทิเบต (ซึ่งชิสุอาจสืบเชื้อสายมาจากพันธุ์นี้) ที่ได้เข้ามาในประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ชิง (Ching) ซึ่งพระทิเบตถวายเป็นเครื่อง
บรรณาการแก่ราชสำนักจีน ชาวจีนได้ทำการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างสุนัขทิเบตกับสุนัขที่ได้มาจากยุโรปรวมทั้งได้ผสมข้ามพันธุ์กับสุนัขพันธุ์ปั๊กและปักกิ่ง
การที่เรามีสายพันธุ์ชิสุที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้นั้น ต้องยกให้เป็นความดีของพระนางชูสีไทเฮาที่พยายามจะรักษาสายพันธุ์นี้ไว้ ซึ่งคอกสุนัขปั๊ก, ปักกิ่ง, และชิสุ
ของพระนางฯ เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงทั่วโลก และถึงแม้ว่าพระนางจะดูแลเอาใจใส่สุนัขในคอกเป็นอย่างดีในตลอดช่วงเวลาที่พระนางมีชีวิตอยู่ แต่ก็ยังถูกลักลอบ
นำออกไปโดยขันฑีในราชสำนัก (เนื่องจากมีสุนัขมากเป็นร้อยตัวและประชาชนยังไม่มีสิทธิ์ที่จะเลี้ยงเพราะผู้ที่จะเลี้ยงได้ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในวังเท่านั้น) ซึ่งขันฑีได้แอบ
ผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์เพื่อต้องการลดขนาดของสุนัขให้เล็กลงและให้ได้มาร์คกิ้งที่ต้องการ หลังจากพระนางชูสีไทเฮาสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ.1908 สุนัขก็ค่อยๆ
กระจัดกระจายหายไป การผสมพันธุ์ก็เป็นไปแบบตามอำเภอใจ แต่ก็ยังมีผู้ที่ยังคงผสมพันธุ์เพื่อรักษาสายพันธุ์ไว้อยู่ และหลังจากที่มีการปฏิวัติคอมมิวนิสต์
สุนัขในพระราชวังก็สูญพันธุ์ไปเนื่องจากมีการทำลายล้างพระราชวัง

ชิสุ มีความนิยมแพร่หลายากประเทศจีนไปไหนกันบ้าง?
ชิสุ เข้าสู่ยุโรป ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ไอส์แลนด์ หรือประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียประมาณปี 1930 ในประเทศอังกฤษ มีการนำเข้าสุนัขเพศผู้ 7 ตัว เพศเมีย 7 ตัว
จากประเทศจีน ซึ่งมีเชื้อสายของชิสุอยู่และหนึ่งใน 14 ตัวนี้ก็มีสุนัขพันธุ์ปักกิ่งรวมอยู่ด้วยและอังกฤษได้มีการผสมข้ามสายพันธุ์ในราวปี ค.ศ. 1952 สำหรับสุนัข
ที่เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ (Foundation Dogs) ซึ่งรวมถึงชิสุ 3 ตัว ถูกนำมาจากประเทศจีนโดย Mrs.Lady Brownring กลายเป็นต้นตระกูลของคอก
Taishan Shih Tzu ในประเทศอังกฤษและมีการนำเข้าอีก 8 ตัว ในระหว่างปี ค.ศ. 1933-1959
ชิสุชุดแรกที่เข้าไปในประเทศอังกฤษตอนนั้นคนอังกฤษต่างเข้าใจผิดว่า เป็นพันธุ์ ลาซาแอ๊ปโซ ต่อมาจึงมีการแบ่งแยกพันธุ์ทั้งสองออกจากกันอย่างชัดเจน พระเจ้ายอร์ชที่
6 แห่งอังกฤษเคยกล่าวถึงสุนัขพันธุ์นี้ว่า "เราเรียกมันว่า ชุ-ซู เพราะตอนที่มาหาเราครั้งแรกนั้นมันทำเสียงเหมือนรถไฟเลยทีเดียว" ชาวอังกฤษมีความรู้สึกที่ดีต่อสุนัข
พันธุ์นี้ว่าเป็นสุนัขชั้นสูงที่น่าเลี้ยงพันธุ์หนึ่ง เพราะเคยได้ยินมาว่า ในอดีตสุนัขชนิดนี้เคยใช้หมุนกงล้อศักดิ์สิทธิ์ซึ่งบรรจุคัมภีร์ที่เชื่อกันว่ามาจากสรวงสวรรค์ นักประวัติศาสตร์
กล่าวกันว่า ชิสุที่นำเข้าสแกนดิเนเวีย เป็นชิสุที่สมบูรณ์แบบสวยงามมากกว่าชิสุที่อยู่ในประเทศอังกฤษ เพราะสมัยนั้นชาวจีนมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่ออังกฤษ ที่พวกเขาถือว่า
เป็นต้นเหตุทำให้เกิด "สนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรม" เหมือนอังกฤษเอารัดเอาเปรียบชาวจีน และเกลียดทหารต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในดินแดนของจีน ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าเป็นไปได้
ว่าชาวจีนจะมอบสุนัขที่ล้ำค่าเหล่านี้ให้
ตรงกันข้ามกับประเทศเดนมาร์ก ซึ่งมีความสัมพันธุ์อันดีกับจีน มีการนำเข้าชิสุชุดแรก 3 ตัว จากประเทศจีน ในปี ค.ศ. 1932 โดย Mrs. Henrick Kauffman
ซึ่งเป็นภรรยาฑูตเดนมาร์กประจำประเทศจีน ในชิสุ 3 ตัวนี้ มีเพศเมียตัวหนึ่งและเป็นตัวเดียวที่ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นในพระราชสำนักจีนที่มีในทวีปยุโรป
สำหรับประเทศอเมริกา มีการนำเข้าชิสุจากประเทศอังกฤษ ชิสุชุดแรกนำเข้ามาในประเทศอเมริกาในปี ค.ศ. 1938 และเริ่มผสมพันธุ์นับแต่นั้นมา
โดยในระยะแรกชิสุจะผสมพันธุ์และโชว์ภายใต้ชื่อ ลาซ่า แอพโซ่ (Lhasa Apsos) และจากความสวยงามที่มีลักษณะพิเศษและอุปนิสัยอันโดดเด่นของชิสุ
ทำให้สุนัขพันธุ์นี้จากที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักกลายเป็นพันธุ์ที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจและเป็นที่นิยมมากที่สุดพันธุ์หนึ่งอย่างรวดเร็ว

การจดทะเบียนและการได้รับการรับรองมาตรฐานสายพันธุ์
การรับรองมาตรฐานสายพันธุ์ของสุนัขพันธุ์ชิสุ ค่อนข้างยุ่งยากสับสน แม้จะมีการประชุมและมติของคณะกรรมการผู้นิยมเลี้ยงสุนัขในประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1934
ว่าสุนัขพันธุ์นี้จะต้องจดทะเบียนโดยใช้ชื่อชิสุ สุนัขตัวที่เคยขึ้นทะเบียนไว้แล้วในชื่อลาซา แอ๊ปโซ่ สามารถเปลี่ยนแปลงมาใช้ชื่อว่าชิสุได้โดย
ไม่คิดมูลค่า และสามารถส่งเข้าประกวดได้
การรับรองสุนัขพันธุ์ชิสุในอเมริกาก็มีปัญหาเหมือนอังกฤษเพราะสุนัขพันธุ์ชิสุที่เลี้ยงกันอยู่ในอเมริกาในสมัยนั้นล้วนเป็นสายอังกฤษ แรกๆ ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก
บางตัวเจ้าของนำไปจดทะเบียนเป็นพันธุ์ลาซา แอ็ปโซ่ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้ว เพราะผู้เลี้ยงไม่มีหนทางจะนำสุนัขพันธุ์ชิสุเข้าประกวดได้ จึงต้องขึ้นทะเบียนเป็น
ลาซา แอ็ปโซ่ และสมาคมผู้นิยมเลี้ยง สุนัขในอเมริกา AKC ได้จดทะเบียนรับรองสายพันธุ์ชิสุนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1969 เป็นต้นมา
Credit : นิตยสารสีสันสัตว์เลี้ยง
กลับสู่หน้าแรก
|